การปฏิรูปการเรียนรู้ : ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา
ดร.ปัญญา นาแพงหมื่น
สุริวัตร จันทร์โสภา
นคร วิชัยผิน
|
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖ การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนาธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการ เรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา
.. |
ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างและระบบทางการศึกษา ส่งผลให้มีการปฏิรูปการศึกษาโดยมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นแม่บทในการจัดการศึกษา และเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ ให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสังคมบนหลักการร่วมกันว่า
เก่ง ดี และมีความสุข พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้คู่คุณธรรม
หากถือตามหลักการจัดการศึกษาในเบื้องต้นเราอาจกล่าวได้ว่าเป้าหมายของการจัดการศึกษา
คือ การจัดการศึกษาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนา โดยใช้หลักธรรมทางศาสนาเป็นฐานสำหรับการจัดการศึกษาควบคู่ไปกับวิทยาการเฉพาะสาขาวิชา
ทั้งนี้ก็เพราะว่าคุณลักษณะผู้เรียนตามความมุ่งหมายแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ ส่วนหนึ่งของคุณลักษณะผู้เรียนตามศีล (ดี) สมาธิ (ความสุข) และปัญญา (เก่ง)
ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแกนและเป็นแก่นของจัดการศึกษา
ทั้งนี้ สาระสำคัญของการส่งเสริมและการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่ดีงาม คือการนำหลักพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อผู้เรียนสำคัญที่สุด
โลกของความเป็นจริงมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาและไม่มีวันที่สิ้นสุด
หากเราถือว่าการเรียนรู้คือชีวิต และชีวิตคือการเรียนรู้ การดำรงชีวิตของมนุษย์จึงต้องอาศัยการเรียนรู้เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการณ์ทีเปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้น การเรียนรู้จึงเป็นครรลองของชีวิตทีเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลา ต่อเนื่องยาวนานตลอดชีวิตตั้งแต่ปฏิสนธิ
จนกระทั่งสิ้นชีวิต เริ่มจากการเรียนรู้จากสถานการณ์ของสังคมไทยและสังคมโลก
หากเรายอมรับกันว่าการศึกษาคือเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทุก ๆ ด้าน
นั่นก็หมายความว่าการศึกษาเป็นทั้งหลักการ เป้าหมาย กระบวนการและวิธีการสำหรับพัฒนาคนหรือทรัพยากรมนุษย์เพราะการพัฒนาทุก
ๆ ด้านดังที่กล่าวแล้วเป็นการพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลาง
และมีคนเป็นกำลังสำคัญที่สุด เพราะผู้เรียนคือแกนกลางของการพัฒนาสังคมในทุกด้านและในทุกมิติ
ทั้งนี้การศึกษาจะสามารถพัฒนาคนได้จริงตามความมุ่งหวัง ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนของสังคมเข้าใจตรงกันและร่วมมือกันปฏิรูปการเรียนรู้โดยมีผู้เรียนเป็นสำคัญและถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด
การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
กระบวนการเรียนรู้หรือการศึกษาของมนุษย์เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มของการปฏิสนธิ
หรือตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ให้คำตอบเราได้ว่าทารกสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาและสามารถที่จะเรียนได้ในทุกเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา ดนตรี จริยธรรม รวมความว่าพ่อแม่สามารถให้ลูกได้เรียนรู้หรือสอนลูกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์
เช่น การให้ฟังดนตรี ให้ฟังเทปบันทึกเสียงธรรมชาติ เสียงน้ำไหล นกร้อง ไก่ขัน
การนับเลข การพูดคุยและการสัมผัสกับลูก เป็นต้น ทารกที่ได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสมตั้งแต่ก่อนเกิดสามารถช่วยให้สมองได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
|
ช่วงชีวิต |
แหล่งการเรียนรู้ |
|
อายุ ๐-๖ ปี |
จัดเป็นโอกาสทองของการเรียนรู้ เพราะสมองจะเติบโตอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะช่วง ๓ ปีแรก หากได้รับการพัฒนาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
จะช่วยพัฒนาเซลล์สมอง เจตคติต่อการเรียนรู้และวางพื้นฐานของการเรียน ช่วยให้ทักษะการเรียนรู้พัฒนาไปได้ตลอดชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ เด็กในวัยนี้ชอบเคลื่อนไหว สัมผัส ชอบเล่นใช้มือใช้เท้า
เด็กชอบกิจกรรมการเล่น และพร้อมกัน วัยนี้การเล่นคือการเรียน |
|
วัย ๐-๖ ปี |
ช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยความคิดฝัน จินตนาการ วัยแห่งการสัมผัส ความปรารถนาที่จะเรียนรู้
สื่อสาร และเล่นร่วมกับผู้อื่น เป็นวัยเริ่มแรกที่จะวางรากฐานของชีวิตข้างหน้า
ว่าจะพัฒนาไปได้ดีเพียงใด ครอบครัว คือ แหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด
โดยเฉพาะพ่อแม่และบุคคลในครอบครัวดังนั้น การเตรียมการศึกษาสำหรับพ่อและแม่ในฐานะเป็นครูคนแรกของลูก
จึงมีความสำคัญควบคู่ไปกับการสอนเด็กปฐมวัย |
|
อายุ ๖ - ๒๕ ปี |
ช่วงชีวิตวัยเรียนในสถานศึกษา การเรียนรู้ในช่วงนี้จะเป็นการเรียนรู้เพื่อให้มีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมบูรณ์
ทั้ง ๔ ด้าน คือ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์หรือจิตใจและด้านสังคม ช่วงชีวิตในวันนี้เด็กเริ่มคิดเรื่องนามธรรม
ใช้เหตุผลจำแนกความดี ความเลวได้ จึงควรมีโอกาสได้เรียนรู้ สัมผัส
และสร้างประสบการณ์ ด้านภาษา การคิดคำนวณฯ ทักษะการทางสังคม และวิทยาศาสตร์ แหล่งการเรียนรู้ของวัยนี้จะอยู่ทีสถานศึกษาเป็นหลัก แต่การเรียนรู้ที่จะต้องส่งเสริมให้มีมากขึ้นก็คือ
การเรียนรู้จากครอบครัว ชุมชน สถานที่ต่าง ๆ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
รวมทั้งการเรียนรู้จากเพื่อน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ฯลฯ |
|
อายุ๒๕ - ๖๐ปี |
ช่วงชีวิตวัยที่ทำงาน
สามารถเรียนรู้ได้จากสื่อการศึกษาตามอัธยาศัย ส่วนมากเป็นการเรียนรู้ได้จากงานอาชีพ
สถานประกอบการ เพื่อร่วมงาน การท่องเที่ยว สื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ
สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ การเรียนรู้ของผู้ใหญ่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์
และการแก้ปัญหา ซึ่งต้องพัฒนาสิติปัญญา ความสามารถ และคุณธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง |
|
อายุ๖๐ปีขึ้นไป |
ช่วงชีวิตคนสูงอายุ สามารถเรียนรู้ได้หลากหลายผ่านกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย
เช่น ศิลป ดนตรี กีฬาสำหรับผู้สูงอายุ งานหัตถกรรมและกิจกรรมทางสังคม รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลสามารถค้นคว้าหาความรู้
และเป็นที่พึ่งทางภูมิปัญญาในชุมชนท้องถิ่น ทำงานอาสาสมัครในองค์กรชุมชน ชมรม สมาคมต่าง
ๆ ซึ่งทำให้ชีวิตมีคุณค่าและทำประโยชน์แก่สังคม |
แท้จริงแล้วแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุดมิใช่เรื่องใหม่
หากแต่เป็นภูมิปัญญาไทยที่ได้พัฒนามาจากภูมิปัญญาพระพุทธศาสนา กลาวคือแนวคิดเรื่องการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับคนด้วยหลักการดังกล่าวหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาจึงมุ่งเน้นให้คนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง
ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ทีสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ คนจึงเป็นทั้งศูนย์กลางการเรียนรู้
แหล่งการเรียนรู้และถ่ายทอดพัฒนาการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน
รวมความว่ากระบวนการเรียนรู้ในแนววิถีพุทธ ได้พัฒนาเป็นการเรียนรู้แบบวิถีไทยในลักษณะของการอบรมสั่งสอน
ขัดเกลาและบ่มเพาะ ซึมซับลักษณะนิสัย ถ่ายทอดปลุกฝังวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม
สร้างเสริมวิชาการความรู้ ฝึกปฏิบัติให้เกิดความชำนาญ
และส่งเสริมการคิดที่ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) ให้ลูกหลานเป็นคนคิดดี คิดชอบ
การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
วิกฤตการณ์และปัญหาต่าง ๆ ของไทย ไม่ว่าเป็นปัญหาทางด้านสังคม เช่น
ภาวะความเสื่อมโทรมของระบบสังคม ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ปัญหาโสเภณีเด็ก ฯลฯ
ปัญหาทางด้าน การเมืองการปกครอง
เช่น จริยธรรมของนักการเมืองและผู้ปกครอง ฯลฯ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
เป็นต้น คือ ภาพสะท้อนความล้มเหลวในการจัดการศึกษาของไทยในระยะที่ผ่านมา
ด้วยพลังแห่งความมุ่งหวังทีเต็มเปี่ยมในการปฏิรูปการศึกษา ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เราคาดหวังกันว่าจะเป็นอีกทางออกหนึ่งของปัญหาต่าง
ๆ ดังกล่าวแล้วนั้น การปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้จึงมุ่งไปที่การปฏิรูปการศึกษาในเชิงระบบ
กล่าวคือ การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้หรือกระบวนการเรียนการสอนเป็นเป้าหมายหลักหรือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา
โดยการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา รวมทั้งการนำนวัตกรรมที่หลากหลายเข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อกรุยทางไปสู่เป้าหมายร่วมกัน
โดยความคาดหวังอันสูงส่งที่จะได้เห็นคนไทยก้าวไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ตามความในมาตรา
๖ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ
การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
การจะบรรลุภารกิจในการจัดการศึกษาดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจถึงเจตนารมณ์ตามความในมาตรา
๖ เป็นอย่างดี กล่าวคือ ในการจัดการศึกษาโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่อนำผู้เรียนก้าวไปสู่ความเป็น
มนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา คือ การสร้างผู้เรียนให้เป็น
คนดี คนเก่ง และมีความสุข หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งตามที่เราคาดหวังมาตลอดก็คือ
ต้องการได้ผู้เรียนที่มี ความรู้คู่คุณธรรม
ภายใต้ความคิดและประสบการณ์ที่หลากหลาย เป็นการยากยิ่งที่เราจะนิยามคำว่าถึงคุณลักษณะของคนดี
คนเก่ง และคนมีความสุขให้ตรงกันได้ อย่างไรก็ตามหากเรามีเป้าหมายเป็นอย่างเดียวกัน
ก็คงไม่ยากนักเช่นกันที่เราจะรวมความหลากหลายทางด้านความคิดให้เป็นหนึ่งได้
ดังนั้น หากจะนิยามคำเหล่านั้นคงพอจะสรุปได้ดังนี้
คนดี คือ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ประการหนึ่ง อันเป็นคุณลักษณะทีแสดงถึงคุณภาพจิตใจหรือพฤติกรรมทางใจของผู้เรียน
และสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอก กล่าวคือ ความเป็นผู้มีคุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรม
ทั้งที่เป็นคุณธรรมตามหลักศาสนาและคุณธรรมสากล เช่น ความเป็นคนมีเมตตากรุณา
ความเอื้อเฟื้อ ความเสียสละ การมีความรับผิดชอบ รวมทั้งค่าการรู้จักเคารพในกฎกติกาของสังคมต่าง
ๆ เป็นต้น
คนเก่ง คือ ความเป็นผู้ที่มีทักษะและความสามารถในด้านในด้านหนึ่ง
หรือหลาย ๆ ด้านกล่าวคือความสามารถพิเศษเฉพาะทาง เช่น ทักษะทางด้านการคิด
คณิตศาสตร์ ภาษา ศิลปะดนตรี กีฬา ภาวะผู้นำ ความเป็นคนใฝ่รู้รักเรียน เป็นต้น
คนมีความสุข คือ ผลสะท้อนจากการเป็นคนดีและคนมีความสามารถ กล่าวคือ
ความเป็นผู้สามารถสร้างและรักษาสมดุลในชีวิต รู้จักคัดเลือกที่จะรับหรือปฏิเสธอย่างมีเหตุผล
กล้าตัดสินใจอย่างถูกต้องและเป็นธรรม มีสุขภาพจิตร่าเริงแจ่มใส ดำรงชีวิตอย่างมีเหตุผลและรู้จักวางแผนในการแก้ปัญหาชีวิต
คือ ความเป็นผู้ที่มีทักษะและความสามารถในด้านในด้านหนึ่ง หรือหลาย
ๆ ด้านกล่าวคือความสามารถพิเศษเฉพาะทาง เช่น ทักษะทางด้านการคิด คณิตศาสตร์ ภาษา ศิลปะดนตรี
กีฬา ภาวะผู้นำ ความเป็นคนใฝ่รู้รักเรียน เป็นต้น
คือ ความเป็นผู้ที่มีทักษะและความสามารถในด้านในด้านหนึ่ง หรือหลาย
ๆ ด้านกล่าวคือความสามารถพิเศษเฉพาะทาง เช่น ทักษะทางด้านการคิด คณิตศาสตร์ ภาษา ศิลปะดนตรี
กีฬา ภาวะผู้นำ ความเป็นคนใฝ่รู้รักเรียน เป็นต้น
หากกล่าวโดยสรุปแล้วจะเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ กล่าวคือ
การทำให้ผู้เรียนได้เป็นคนมีความรู้ เป็นคนฉลาด เป็นคนเก่งและเป็นคนดี ซึ่งจะส่งผลให้เขาเป็นคนมีความสุข
ถ้าคนส่วนมากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสังคมเอื้อประโยชน์ต่อกัน สังคม
ประเทศชาติและธรรมชาติก็จะน่าอยู่ และนั่นก็หมายความว่าเราสามารถจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุขอย่างแน่นอน
แท้ที่จริงแล้วคุณลักษณะของผู้เรียนที่เรียกกันว่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นี้
คือ ภาคส่วนแห่งชีวิตของมนุษย์ ๒ ด้าน อันได้แก่ด้านกายภาพ และด้านจิตภาพหรือด้านจิตใจนั่นเอง
หมายความว่า ความเป็นมนุษย์ทีสมบูรณ์คือ ความสมบูรณ์ในด้านร่างกายและความสมบูรณ์ในด้านจิตใจ
ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความของคุณลักษณะผู้เรียนตามแนวพุทธปรัชญาการศึกษา นั่นคือคุณลักษณะผู้เรียนตามแนว
ไตรสิกขา ดังที่กล่าวแล้วในเบื้องต้น
ดังนั้น
หากเป้าหมายของการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นการถอดความมาจากหลักพระพุทธศาสนา
การจะพัฒนาผู้เรียนรู้ให้มีคุณลักษณะดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่การปฏิรูปการเรียนรู้จะต้องนำหลักการศึกษาหรือหลักการเรียนรู้วิถีพุทธเข้ามาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน
ซึ่งนั่นเองคือมรรควิธีแห่งความสำเร็จในการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายของการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนในด้านต่าง
ๆ คือ
การปฏิรูปการเรียนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development ) หมายถึง
การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของปัจจุบันโดยไม่ทำให้ผู้คนในอนาคตเกิดปัญหาในการตอบสนองความต้องการของตนเอง
การพัฒนาที่ยั่งยืนรวมความถึง ๓ ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน
การพัฒนาแบบยั่งยืนครอบคลุมใน ๕ ลักษณะ คือ
การเรียนรู้ คือ พัฒนาการอย่างรอบด้านของชีวิต กล่าวคือ
มีองค์ประกอบ ปัจจัย และกระบวนการที่หลากหลาย มีพลังขับเคลื่อนเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างผสมผสานกลืน(บูรณาการ)
ได้สัดส่วน สมดุล เกิดความสมบูรณ์ของชีวิตและสังคม
การพัฒนาที่ยั่งยืนและรอบด้าน หมายถึง การเจริญงอกงามเต็มตามศักยภาพ
มีคุณภาพของการเป็นมนุษย์รอบด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านทักษะหรือความสามารถในการปฏิบัติ
ด้านความคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านคุณธรรม จริยธรรม
ค่านิยมหรือความดีงาม อันจะเกื้อหนุนให้ผู้เรียนดำรงชีวิตในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างมีความสุข
การเรียนรู้มีความหมายครอบคลุมถึงขั้นตอน ดังนี้
เพื่อให้เกิดความรู้ที่ยั่งยืนและรอบด้าน การเรียนรู้ทีแท้จริงและถาวรจึงมีองค์ประกอบที่หลากหลายกล่าวคือ
มีการรับรู้ ได้แก่ การแสวงหาและการรับข้อมูลผ่านประสบการณ์ที่เราเรียกว่า
ประสาทสัมผัส คือ ตา หู จมูก ลิ้น และการสัมผัส เช่น การอ่านหนังสือ
การดูวีดิทัศน์ การทดลองปฏิบัติการฟังจากผู้อื่น การชิมรส และการดมกลิ่น เป็นต้น มีการบูรณาการความรู้
กล่าวคือ การนำข้อมูลข่าวสารความรู้ที่ได้รับมาผสมผสานเชื่อมโยงกับประสบการณ์ หรือโครงสร้างของความรู้เดิม
เพื่อขยายหรือสร้างความรู้ใหม่ เช่น การอภิปรายการแลกเปลี่ยนความคิด
การเขียนบรรยายหรืออธิบายความรู้ เป็นต้น และ มีการประยุกต์ใช้ คือ
การนำความรู้มาใช้ในการดำรงชีวิต หรือ การแก้ปัญหาในการทำงาน
การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน
การพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน คือ การพัฒนาผู้เรียนให้ครอบคลุมในหลายมิติ
ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคมและอารมณ์ ทั้งนี้
ตามรายงานขององค์การยูเนสโกเรื่องการศึกษาคือ ขุมทรัพย์ภายใน (Learning: The
Treasure Within) ที่กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับคริสต์ศตวรรษที่
๒๑ ได้เสนอจตุสดมภ์การศึกษา (Four Pillars of Education) กล่าวคือความสมบูรณ์ของการศึกษาประกอบด้วยเสาหลักการศึกษา
๔ ประการ คือ
เสาหลักการศึกษาประการแรกนี้
ยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจผู้เรียน ให้มีความพร้อมเพื่อการศึกษาต่อ
ได้แก่การเรียนการสอนที่เกิดความสนุก อยากเรียน รักที่จะเรียนรู้
มีความสุขในการเรียนและการแสวงหาความรู้ เพราะการมีสุขภาพจิตที่ดี
การศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑
ต้องพัฒนาคนให้มีความสามารถหลากหลาย(Personal Competence)สามารถทำงานได้หลายอย่างโดยอาศัยเครื่องจักรลดกำลังแรงกาย
และอาศัยคอมพิวเตอร์ลดกำลังสมองในการคิด รวมทั้งความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข
เพื่อเสริมสร้างการทำงานเป็นทีมให้เข้มแข็ง นั่นก็คือทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์(People
Skills) ของผู้เรียนและความสามารถในการบริหารจัดการ
การมีคุณธรรมภายในจิตใจ เช่น ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ การตรงต่อเวลา เป็นต้น
โลกในศตวรรษที ๒๑
จะมีความขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรงค่อนข้างสูง จากสาเหตุหลักของความขัดแย้ง คือ ความนิยมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการพลีชีพเพื่อให้อีกฝ่ายตายตามไปด้วย
โลกมีการแข่งขันกันในทุกๆ ด้านสูง ซึ่งการแข่งขันมีเป้าหมายเพื่อชัยชนะ ทุกภาคส่วนของสังคมถูกผลักดันให้เข้าไปอยู่วงจรของการแข่งขัน
ภายใต้การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย และทุกคนสามารถรับรู้เหตุการณ์ความรุ่นแรงต่าง
ๆ ได้พร้อมกันทั่วทั้งโลก
การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสลายความรุนแรงและความขัดแย้งดังกล่าว
ด้วยการหันหน้าเจรจาและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน มีความรู้ความเข้าใจในมิติที่แตกต่าง
กันในด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และความเป็นอยู่
แท้ที่จริงแล้วเสาหลักทางการศึกษาตามรายงานขององค์การยูเนสโกนี้
มิใช่เป็นเรื่องใหม่เลยสำหรับระบบการศึกษาของไทยในอดีตที่การศึกษาไทยยึดหลักการศึกษาตามแนวพระพุทธศาสนา
จะพบว่าการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้ครบทั้ง ๔ ด้านนี้ เป็นการศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนากล่าวคือ
การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อความพอเพียง
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงมีพระราชดำริ
และพระราชทานแก่ประชาชนในภาวะที่สังคมไทยมีปัญหาการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ และเกิดความตีบตันของการพัฒนา
เพราะระบบเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเดินไปโดยลืมรากเหง้าทางเศรษฐกิจของตนเอง ที่พัฒนามาจากความพออยู่พอกิน
พึ่งพิงตนเองได้และเอื้อเฟื้อแจกจ่ายต่อส่วนรวมอย่างรู้จักฐานะความเป็นอยู่ของตนเอง
ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดังนี้
|
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง คือ การอยู่ได้ด้วยตนเองหรือการพึ่งตนเอง
ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่โลภ แต่การปฏิบัติตามเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายถึงการอยู่เพียงลำพัง
ไม่แสวงหาความเจริญก้าวหน้า หากเน้นถึงหลักการช่วยเหลือตนเอง การพึ่งตนเอง หากไม่เพียงพอหรือจำเป็นจึงแสวงหาจากที่อื่น บางคนกล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคล้าย ๆ ทฤษฎีใหม่ การที่พูดว่าไม่มีในตำราเศรษฐกิจน่ะเป็นเกียรติมาก
หมายความว่าเราไม่ได้ลอกเขามา เป็นความคิดใหม่ที่สามารถจะปรับปรุงเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาดีขึ้น
และเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจชุมชน คือ หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้าน ไม่ใช่ว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยหิน
เพราะว่าสมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา พระบรมราโชวาท วันที่ ๔ ธันวาคม
๒๕๔๑ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรดา |