การปฏิรูปการเรียนรู้ : ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา

ดร.ปัญญา นาแพงหมื่น

สุริวัตร จันทร์โสภา

นคร วิชัยผิน

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๖ การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนาธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

มาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ

มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการ เรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา……………..

            ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างและระบบทางการศึกษา ส่งผลให้มีการปฏิรูปการศึกษาโดยมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นแม่บทในการจัดการศึกษา และเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ ให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสังคมบนหลักการร่วมกันว่า “เก่ง ดี และมีความสุข” พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้คู่คุณธรรม

หากถือตามหลักการจัดการศึกษาในเบื้องต้นเราอาจกล่าวได้ว่าเป้าหมายของการจัดการศึกษา คือ การจัดการศึกษาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนา โดยใช้หลักธรรมทางศาสนาเป็นฐานสำหรับการจัดการศึกษาควบคู่ไปกับวิทยาการเฉพาะสาขาวิชา ทั้งนี้ก็เพราะว่าคุณลักษณะผู้เรียนตามความมุ่งหมายแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ ส่วนหนึ่งของคุณลักษณะผู้เรียนตามศีล (ดี) สมาธิ (ความสุข) และปัญญา (เก่ง)

ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแกนและเป็นแก่นของจัดการศึกษา ทั้งนี้ สาระสำคัญของการส่งเสริมและการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่ดีงาม คือการนำหลักพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อผู้เรียนสำคัญที่สุด

โลกของความเป็นจริงมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาและไม่มีวันที่สิ้นสุด หากเราถือว่าการเรียนรู้คือชีวิต และชีวิตคือการเรียนรู้ การดำรงชีวิตของมนุษย์จึงต้องอาศัยการเรียนรู้เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการณ์ทีเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การเรียนรู้จึงเป็นครรลองของชีวิตทีเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลา ต่อเนื่องยาวนานตลอดชีวิตตั้งแต่ปฏิสนธิ จนกระทั่งสิ้นชีวิต เริ่มจากการเรียนรู้จากสถานการณ์ของสังคมไทยและสังคมโลก

หากเรายอมรับกันว่าการศึกษาคือเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทุก ๆ ด้าน นั่นก็หมายความว่าการศึกษาเป็นทั้งหลักการ เป้าหมาย กระบวนการและวิธีการสำหรับพัฒนาคนหรือทรัพยากรมนุษย์เพราะการพัฒนาทุก ๆ ด้านดังที่กล่าวแล้วเป็นการพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลาง และมีคนเป็นกำลังสำคัญที่สุด เพราะผู้เรียนคือแกนกลางของการพัฒนาสังคมในทุกด้านและในทุกมิติ ทั้งนี้การศึกษาจะสามารถพัฒนาคนได้จริงตามความมุ่งหวัง ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนของสังคมเข้าใจตรงกันและร่วมมือกันปฏิรูปการเรียนรู้โดยมีผู้เรียนเป็นสำคัญและถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด

การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

กระบวนการเรียนรู้หรือการศึกษาของมนุษย์เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มของการปฏิสนธิ หรือตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ให้คำตอบเราได้ว่าทารกสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาและสามารถที่จะเรียนได้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา ดนตรี จริยธรรม รวมความว่าพ่อแม่สามารถให้ลูกได้เรียนรู้หรือสอนลูกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น การให้ฟังดนตรี ให้ฟังเทปบันทึกเสียงธรรมชาติ เสียงน้ำไหล นกร้อง ไก่ขัน การนับเลข การพูดคุยและการสัมผัสกับลูก เป็นต้น ทารกที่ได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสมตั้งแต่ก่อนเกิดสามารถช่วยให้สมองได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงชีวิต

แหล่งการเรียนรู้

อายุ ๐-๖ ปี

จัดเป็นโอกาสทองของการเรียนรู้ เพราะสมองจะเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วง

๓ ปีแรก หากได้รับการพัฒนาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง จะช่วยพัฒนาเซลล์สมอง เจตคติต่อการเรียนรู้และวางพื้นฐานของการเรียน ช่วยให้ทักษะการเรียนรู้พัฒนาไปได้ตลอดชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ

เด็กในวัยนี้ชอบเคลื่อนไหว สัมผัส ชอบเล่นใช้มือใช้เท้า เด็กชอบกิจกรรมการเล่น และพร้อมกัน วัยนี้การเล่นคือการเรียน

วัย ๐-๖ ปี

ช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยความคิดฝัน จินตนาการ วัยแห่งการสัมผัส ความปรารถนาที่จะเรียนรู้ สื่อสาร และเล่นร่วมกับผู้อื่น เป็นวัยเริ่มแรกที่จะวางรากฐานของชีวิตข้างหน้า ว่าจะพัฒนาไปได้ดีเพียงใด ครอบครัว คือ แหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะพ่อแม่และบุคคลในครอบครัวดังนั้น การเตรียมการศึกษาสำหรับพ่อและแม่ในฐานะเป็นครูคนแรกของลูก จึงมีความสำคัญควบคู่ไปกับการสอนเด็กปฐมวัย

อายุ ๖ - ๒๕ ปี

ช่วงชีวิตวัยเรียนในสถานศึกษา การเรียนรู้ในช่วงนี้จะเป็นการเรียนรู้เพื่อให้มีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมบูรณ์ ทั้ง ๔ ด้าน คือ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์หรือจิตใจและด้านสังคม

ช่วงชีวิตในวันนี้เด็กเริ่มคิดเรื่องนามธรรม ใช้เหตุผลจำแนกความดี ความเลวได้ จึงควรมีโอกาสได้เรียนรู้ สัมผัส และสร้างประสบการณ์ ด้านภาษา การคิดคำนวณฯ ทักษะการทางสังคม และวิทยาศาสตร์

แหล่งการเรียนรู้ของวัยนี้จะอยู่ทีสถานศึกษาเป็นหลัก แต่การเรียนรู้ที่จะต้องส่งเสริมให้มีมากขึ้นก็คือ การเรียนรู้จากครอบครัว ชุมชน สถานที่ต่าง ๆ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเรียนรู้จากเพื่อน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ฯลฯ

อายุ๒๕ - ๖๐ปี

ช่วงชีวิตวัยที่ทำงาน สามารถเรียนรู้ได้จากสื่อการศึกษาตามอัธยาศัย ส่วนมากเป็นการเรียนรู้ได้จากงานอาชีพ สถานประกอบการ เพื่อร่วมงาน การท่องเที่ยว สื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ การเรียนรู้ของผู้ใหญ่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ และการแก้ปัญหา ซึ่งต้องพัฒนาสิติปัญญา ความสามารถ และคุณธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง

อายุ๖๐ปีขึ้นไป

ช่วงชีวิตคนสูงอายุ สามารถเรียนรู้ได้หลากหลายผ่านกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย เช่น ศิลป ดนตรี กีฬาสำหรับผู้สูงอายุ งานหัตถกรรมและกิจกรรมทางสังคม รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลสามารถค้นคว้าหาความรู้ และเป็นที่พึ่งทางภูมิปัญญาในชุมชนท้องถิ่น ทำงานอาสาสมัครในองค์กรชุมชน ชมรม สมาคมต่าง ๆ ซึ่งทำให้ชีวิตมีคุณค่าและทำประโยชน์แก่สังคม

 

แท้จริงแล้วแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุดมิใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นภูมิปัญญาไทยที่ได้พัฒนามาจากภูมิปัญญาพระพุทธศาสนา กลาวคือแนวคิดเรื่องการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับคนด้วยหลักการดังกล่าวหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาจึงมุ่งเน้นให้คนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ทีสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ คนจึงเป็นทั้งศูนย์กลางการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้และถ่ายทอดพัฒนาการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน

รวมความว่ากระบวนการเรียนรู้ในแนววิถีพุทธ ได้พัฒนาเป็นการเรียนรู้แบบวิถีไทยในลักษณะของการอบรมสั่งสอน ขัดเกลาและบ่มเพาะ ซึมซับลักษณะนิสัย ถ่ายทอดปลุกฝังวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม สร้างเสริมวิชาการความรู้ ฝึกปฏิบัติให้เกิดความชำนาญ และส่งเสริมการคิดที่ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) ให้ลูกหลานเป็นคนคิดดี คิดชอบ

การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

วิกฤตการณ์และปัญหาต่าง ๆ ของไทย ไม่ว่าเป็นปัญหาทางด้านสังคม เช่น ภาวะความเสื่อมโทรมของระบบสังคม ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ปัญหาโสเภณีเด็ก ฯลฯ ปัญหาทางด้าน การเมืองการปกครอง

เช่น จริยธรรมของนักการเมืองและผู้ปกครอง ฯลฯ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เป็นต้น คือ ภาพสะท้อนความล้มเหลวในการจัดการศึกษาของไทยในระยะที่ผ่านมา

ด้วยพลังแห่งความมุ่งหวังทีเต็มเปี่ยมในการปฏิรูปการศึกษา ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เราคาดหวังกันว่าจะเป็นอีกทางออกหนึ่งของปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วนั้น การปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้จึงมุ่งไปที่การปฏิรูปการศึกษาในเชิงระบบ กล่าวคือ การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้หรือกระบวนการเรียนการสอนเป็นเป้าหมายหลักหรือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา โดยการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา รวมทั้งการนำนวัตกรรมที่หลากหลายเข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อกรุยทางไปสู่เป้าหมายร่วมกัน โดยความคาดหวังอันสูงส่งที่จะได้เห็นคนไทยก้าวไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ

การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

การจะบรรลุภารกิจในการจัดการศึกษาดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจถึงเจตนารมณ์ตามความในมาตรา ๖ เป็นอย่างดี กล่าวคือ ในการจัดการศึกษาโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่อนำผู้เรียนก้าวไปสู่ความเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา คือ การสร้างผู้เรียนให้เป็น คนดี คนเก่ง และมีความสุข หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งตามที่เราคาดหวังมาตลอดก็คือ ต้องการได้ผู้เรียนที่มี ความรู้คู่คุณธรรม

ภายใต้ความคิดและประสบการณ์ที่หลากหลาย เป็นการยากยิ่งที่เราจะนิยามคำว่าถึงคุณลักษณะของคนดี คนเก่ง และคนมีความสุขให้ตรงกันได้ อย่างไรก็ตามหากเรามีเป้าหมายเป็นอย่างเดียวกัน ก็คงไม่ยากนักเช่นกันที่เราจะรวมความหลากหลายทางด้านความคิดให้เป็นหนึ่งได้ ดังนั้น หากจะนิยามคำเหล่านั้นคงพอจะสรุปได้ดังนี้

คนดี คือ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ประการหนึ่ง อันเป็นคุณลักษณะทีแสดงถึงคุณภาพจิตใจหรือพฤติกรรมทางใจของผู้เรียน และสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอก กล่าวคือ ความเป็นผู้มีคุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรม ทั้งที่เป็นคุณธรรมตามหลักศาสนาและคุณธรรมสากล เช่น ความเป็นคนมีเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อ ความเสียสละ การมีความรับผิดชอบ รวมทั้งค่าการรู้จักเคารพในกฎกติกาของสังคมต่าง ๆ เป็นต้น

คนเก่ง คือ ความเป็นผู้ที่มีทักษะและความสามารถในด้านในด้านหนึ่ง หรือหลาย ๆ ด้านกล่าวคือความสามารถพิเศษเฉพาะทาง เช่น ทักษะทางด้านการคิด คณิตศาสตร์ ภาษา ศิลปะดนตรี กีฬา ภาวะผู้นำ ความเป็นคนใฝ่รู้รักเรียน เป็นต้น

คนมีความสุข คือ ผลสะท้อนจากการเป็นคนดีและคนมีความสามารถ กล่าวคือ ความเป็นผู้สามารถสร้างและรักษาสมดุลในชีวิต รู้จักคัดเลือกที่จะรับหรือปฏิเสธอย่างมีเหตุผล กล้าตัดสินใจอย่างถูกต้องและเป็นธรรม มีสุขภาพจิตร่าเริงแจ่มใส ดำรงชีวิตอย่างมีเหตุผลและรู้จักวางแผนในการแก้ปัญหาชีวิต

คือ ความเป็นผู้ที่มีทักษะและความสามารถในด้านในด้านหนึ่ง หรือหลาย ๆ ด้านกล่าวคือความสามารถพิเศษเฉพาะทาง เช่น ทักษะทางด้านการคิด คณิตศาสตร์ ภาษา ศิลปะดนตรี กีฬา ภาวะผู้นำ ความเป็นคนใฝ่รู้รักเรียน เป็นต้น

คือ ความเป็นผู้ที่มีทักษะและความสามารถในด้านในด้านหนึ่ง หรือหลาย ๆ ด้านกล่าวคือความสามารถพิเศษเฉพาะทาง เช่น ทักษะทางด้านการคิด คณิตศาสตร์ ภาษา ศิลปะดนตรี กีฬา ภาวะผู้นำ ความเป็นคนใฝ่รู้รักเรียน เป็นต้น

หากกล่าวโดยสรุปแล้วจะเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ กล่าวคือ การทำให้ผู้เรียนได้เป็นคนมีความรู้ เป็นคนฉลาด เป็นคนเก่งและเป็นคนดี ซึ่งจะส่งผลให้เขาเป็นคนมีความสุข ถ้าคนส่วนมากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสังคมเอื้อประโยชน์ต่อกัน สังคม ประเทศชาติและธรรมชาติก็จะน่าอยู่ และนั่นก็หมายความว่าเราสามารถจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุขอย่างแน่นอน

แท้ที่จริงแล้วคุณลักษณะของผู้เรียนที่เรียกกันว่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นี้ คือ ภาคส่วนแห่งชีวิตของมนุษย์ ๒ ด้าน อันได้แก่ด้านกายภาพ และด้านจิตภาพหรือด้านจิตใจนั่นเอง หมายความว่า ความเป็นมนุษย์ทีสมบูรณ์คือ ความสมบูรณ์ในด้านร่างกายและความสมบูรณ์ในด้านจิตใจ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความของคุณลักษณะผู้เรียนตามแนวพุทธปรัชญาการศึกษา นั่นคือคุณลักษณะผู้เรียนตามแนว “ไตรสิกขา” ดังที่กล่าวแล้วในเบื้องต้น

ดังนั้น หากเป้าหมายของการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นการถอดความมาจากหลักพระพุทธศาสนา การจะพัฒนาผู้เรียนรู้ให้มีคุณลักษณะดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่การปฏิรูปการเรียนรู้จะต้องนำหลักการศึกษาหรือหลักการเรียนรู้วิถีพุทธเข้ามาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งนั่นเองคือมรรควิธีแห่งความสำเร็จในการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายของการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนในด้านต่าง ๆ คือ

  1. พัฒนาด้านสติหรือความรู้ มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ตามหลักสูตร ที่เป็นความรู้เกี่ยวกับตนเอง เกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งเหล่านั้น ทั้งที่เป็นภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาสากล ผู้ที่พัฒนาตนแล้วในด้านนี้เรียกว่า คนมีความรู้ คือ มีความเข้าใจแจ้ง จดจำได้มากและระลึกขึ้นได้
  2. พัฒนาการด้านปัญญา หรือด้านความคิด มุ่งให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับรู้ สับผัง ได้เห็น ได้สัมผัส และสามารถสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ สามารถสร้างทางเลือกและตัดสินใจได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลเหมาะสมกับสถานการณ์ คนที่พัฒนาตนเองแล้วในด้านนี้เรียกว่า คนฉลาดหรือคิดเป็น
  3. พัฒนาด้านทักษะหรือความสามารถ มุ่งให้ผู้เรียนต้องทำได้หรือปฏิบัติทักษะเบื้องต้นของการดำรงชีวิต เช่น พูด ฟัง อ่าน เขียน คิดคำนวณ รักษาสุขภาพอนามัยตนเองและชุมชน รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่น เล่นกีฬาและแสดงออกทางศิลปะตามแนวถนัด ทำงานพื้นฐานทั่วไปและประกอบอาชีพตามความเหมาะสม จนพึ่งตนเองได้ คนที่พัฒนาตนเองแล้วในด้านนี้ เรียกว่า คนเก่งหรือคนมีความสามารถ
  4. พัฒนาด้านจิตใจหรือด้านคุณธรรม มุ่งให้ผู้เรียนต้องขัดเกลาจิตใจให้ปราศจากความโลภ ความโกรธ และความหลักผิด ที่เป็นพิษภัยต่อตนเองและผู้อื่น โดยการแสดงออกเป็นพฤติกรรม เช่น เสียสละเพื่อส่วนรวม ซื่อสัตย์ รักเพื่อนมนุษย์ รักษาสาธารณสมบัติ มีวินัย มุ่งมั่น อดทน ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนา เคารพกฎหมาย มีสมบัติผู้ดี ไม่เห็นแก่ตัว มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่สอดคล้องเหมาะสมกับท้องถิ่น และโลกสากล คนที่พัฒนาตนเองแล้วในด้านนี้เรียกว่า คนดีหรือมีคุณธรรม

การปฏิรูปการเรียนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development ) หมายถึง การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของปัจจุบันโดยไม่ทำให้ผู้คนในอนาคตเกิดปัญหาในการตอบสนองความต้องการของตนเอง การพัฒนาที่ยั่งยืนรวมความถึง ๓ ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน การพัฒนาแบบยั่งยืนครอบคลุมใน ๕ ลักษณะ คือ

    1. การสร้างความเข้มแข็ง (Empowerment) ได้แก่การเพิ่มขีดความสามารถในการเลือกและทางเลือกให้ผู้คนได้เป็นอิสระจากความหิว จากที่พวกเขาขาดแคลน และให้พวกเขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขา
    2. ความร่วมมือ(Co-Operation) ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
    3. ความเท่าเทียม(Equity) ได้แก่การให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรการศึกษา การดูแลสุขภาพ การจัดการชีวิต ทรัพยากร ชุมชนของตนเอง
    4. ความยั่งยืน (Sustainability)ได้แก่การพัฒนาวันนี้ไม่ทำลายทรัพยากรและโอกาสของคนรุ่นต่อ ๆ ไป แต่สร้างหลักประกันให้คนในอนาคตเป็นอิสระจากความยากจนและได้ใช้ความสามารถขั้นพื้นฐานของตนเอง
    5. ความมั่นคงปลอดภัย (Security)ได้แก่ความมั่นใจในการครอบครอง และความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน การคุกคามจากโรคและภัยอันตราย

การเรียนรู้ คือ พัฒนาการอย่างรอบด้านของชีวิต กล่าวคือ มีองค์ประกอบ ปัจจัย และกระบวนการที่หลากหลาย มีพลังขับเคลื่อนเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างผสมผสานกลืน(บูรณาการ) ได้สัดส่วน สมดุล เกิดความสมบูรณ์ของชีวิตและสังคม

การพัฒนาที่ยั่งยืนและรอบด้าน หมายถึง การเจริญงอกงามเต็มตามศักยภาพ มีคุณภาพของการเป็นมนุษย์รอบด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านทักษะหรือความสามารถในการปฏิบัติ ด้านความคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมหรือความดีงาม อันจะเกื้อหนุนให้ผู้เรียนดำรงชีวิตในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างมีความสุข

การเรียนรู้มีความหมายครอบคลุมถึงขั้นตอน ดังนี้

    1. การรับรู้ (Reception)หมายถึง การที่ผู้เรียน รับ เอาข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ต่าง ๆ จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงแหล่งความรู้จากครูผู้สอนด้วย (Reception)หมายถึง การที่ผู้เรียน รับ เอาข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ต่าง ๆ จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงแหล่งความรู้จากครูผู้สอนด้วย
    2. การเข้าใจ (Comprehension)หมายถึง การที่ผู้เรียนสามารถมองเห็นถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองรับรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลายในระดับที่สามารถอธิบายเชิงเหตุผลได้ (Comprehension)หมายถึง การที่ผู้เรียนสามารถมองเห็นถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองรับรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลายในระดับที่สามารถอธิบายเชิงเหตุผลได้
    3. การปรับเปลี่ยน (Transformation)หมายถึง การพัฒนาศักยภาพระดับสูงของผู้เรียน อันเป็นระดับของการเรียนรู้ที่แท้จริงของกระบวนการเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลง ด้านวิธีคิด (Conceptualization)การเปลี่ยนแปลงระบบคุณค่า(Value) และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม(Behavior) ในสิ่งที่รับรู้และมีความเข้าใช้แล้วเป็นอย่างดี (Transformation)หมายถึง การพัฒนาศักยภาพระดับสูงของผู้เรียน อันเป็นระดับของการเรียนรู้ที่แท้จริงของกระบวนการเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลง ด้านวิธีคิด (Conceptualization)การเปลี่ยนแปลงระบบคุณค่า(Value) และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม(Behavior) ในสิ่งที่รับรู้และมีความเข้าใช้แล้วเป็นอย่างดี

เพื่อให้เกิดความรู้ที่ยั่งยืนและรอบด้าน การเรียนรู้ทีแท้จริงและถาวรจึงมีองค์ประกอบที่หลากหลายกล่าวคือ มีการรับรู้ ได้แก่ การแสวงหาและการรับข้อมูลผ่านประสบการณ์ที่เราเรียกว่า ประสาทสัมผัส คือ ตา หู จมูก ลิ้น และการสัมผัส เช่น การอ่านหนังสือ การดูวีดิทัศน์ การทดลองปฏิบัติการฟังจากผู้อื่น การชิมรส และการดมกลิ่น เป็นต้น มีการบูรณาการความรู้ กล่าวคือ การนำข้อมูลข่าวสารความรู้ที่ได้รับมาผสมผสานเชื่อมโยงกับประสบการณ์ หรือโครงสร้างของความรู้เดิม เพื่อขยายหรือสร้างความรู้ใหม่ เช่น การอภิปรายการแลกเปลี่ยนความคิด การเขียนบรรยายหรืออธิบายความรู้ เป็นต้น และ มีการประยุกต์ใช้ คือ การนำความรู้มาใช้ในการดำรงชีวิต หรือ การแก้ปัญหาในการทำงาน

การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน

การพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน คือ การพัฒนาผู้เรียนให้ครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคมและอารมณ์ ทั้งนี้ ตามรายงานขององค์การยูเนสโกเรื่องการศึกษาคือ ขุมทรัพย์ภายใน (Learning: The Treasure Within) ที่กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ ได้เสนอจตุสดมภ์การศึกษา (Four Pillars of Education) กล่าวคือความสมบูรณ์ของการศึกษาประกอบด้วยเสาหลักการศึกษา ๔ ประการ คือ

    1. การศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพ (Learning to Know) ได้แก่การเรียนเพื่อรู้ หมายถึงการเรียนเพื่อเตรียมเครื่องมือสำหรับการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต เช่น คนไทยต้องเรียนภาษาไทยให้อ่านออกเขียนได้เพื่อจะไดัเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไป หรือการเรียนด้านภาษาสากล การเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้ เนื่องจากข้อมูลความรู้ได้บรรจุไว้ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและเขียนเป็นภาษาสากล(ภาษาอังกฤษ) (Learning to Know) ได้แก่การเรียนเพื่อรู้ หมายถึงการเรียนเพื่อเตรียมเครื่องมือสำหรับการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต เช่น คนไทยต้องเรียนภาษาไทยให้อ่านออกเขียนได้เพื่อจะไดัเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไป หรือการเรียนด้านภาษาสากล การเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้ เนื่องจากข้อมูลความรู้ได้บรรจุไว้ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและเขียนเป็นภาษาสากล(ภาษาอังกฤษ)

เสาหลักการศึกษาประการแรกนี้ ยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจผู้เรียน ให้มีความพร้อมเพื่อการศึกษาต่อ ได้แก่การเรียนการสอนที่เกิดความสนุก อยากเรียน รักที่จะเรียนรู้ มีความสุขในการเรียนและการแสวงหาความรู้ เพราะการมีสุขภาพจิตที่ดี

    1. การศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถภาพ (Learning to do) ได้แก่เรียนเพื่อทำได้ สมรรถภาพ คือ ความสามารถในการนำความรู้มาปฏิบัติให้บรรลุผลตามความมุ่งหวัง การเรียนเพื่อให้ทำได้ก็คือการเรียนเพื่อใช้ความรู้ในการทำงาน การประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นผลของการเรียนที่มุ่งเน้นการปฏิบัติ (Learning to do) ได้แก่เรียนเพื่อทำได้ สมรรถภาพ คือ ความสามารถในการนำความรู้มาปฏิบัติให้บรรลุผลตามความมุ่งหวัง การเรียนเพื่อให้ทำได้ก็คือการเรียนเพื่อใช้ความรู้ในการทำงาน การประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นผลของการเรียนที่มุ่งเน้นการปฏิบัติ

การศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องพัฒนาคนให้มีความสามารถหลากหลาย(Personal Competence)สามารถทำงานได้หลายอย่างโดยอาศัยเครื่องจักรลดกำลังแรงกาย และอาศัยคอมพิวเตอร์ลดกำลังสมองในการคิด รวมทั้งความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข เพื่อเสริมสร้างการทำงานเป็นทีมให้เข้มแข็ง นั่นก็คือทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์(People Skills) ของผู้เรียนและความสามารถในการบริหารจัดการ การมีคุณธรรมภายในจิตใจ เช่น ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ การตรงต่อเวลา เป็นต้น

    1. การศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพ (Learning to live together) ได้แก่การใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสังคมส่วนรวม เสาหลักการศึกษา ๒ ประการแรกเป็นการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนเก่งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ในประการที่สามนี้เป็นนักศึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้ความรู้ความสามารถในการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพด้วยการสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคม นั่นก็คือ การเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันฉันญาติมิตร (Learning to live together) ได้แก่การใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสังคมส่วนรวม เสาหลักการศึกษา ๒ ประการแรกเป็นการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนเก่งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ในประการที่สามนี้เป็นนักศึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้ความรู้ความสามารถในการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพด้วยการสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคม นั่นก็คือ การเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันฉันญาติมิตร

โลกในศตวรรษที ๒๑ จะมีความขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรงค่อนข้างสูง จากสาเหตุหลักของความขัดแย้ง คือ ความนิยมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการพลีชีพเพื่อให้อีกฝ่ายตายตามไปด้วย โลกมีการแข่งขันกันในทุกๆ ด้านสูง ซึ่งการแข่งขันมีเป้าหมายเพื่อชัยชนะ ทุกภาคส่วนของสังคมถูกผลักดันให้เข้าไปอยู่วงจรของการแข่งขัน ภายใต้การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย และทุกคนสามารถรับรู้เหตุการณ์ความรุ่นแรงต่าง ๆ ได้พร้อมกันทั่วทั้งโลก

การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสลายความรุนแรงและความขัดแย้งดังกล่าว ด้วยการหันหน้าเจรจาและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน มีความรู้ความเข้าใจในมิติที่แตกต่าง กันในด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และความเป็นอยู่

    1. การศึกษาเพื่อพัฒนามนุษยภาพ (Learning to be) ได้แก่การพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ กล่าวคือเมื่อผู้เรียนจบการศึกษาไปแล้วเขาจะต้องเป็นอะไรที่มากกว่าเครื่องจักรในโรงงานมากกว่าความเป็นแรงงานราคาถูก และมากกว่าความเป็นทรัพยากรมนุษย์หรือสัตว์เศรษฐกิจ นั่นคือการศึกษาต้องไม่กดดันให้ต่ำลงมีค่าเพียงทรัพยากรหรือเครื่องจักรชิ้นหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เต็มตามศักยภาพในทุกมิติ Learning to be) ได้แก่การพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ กล่าวคือเมื่อผู้เรียนจบการศึกษาไปแล้วเขาจะต้องเป็นอะไรที่มากกว่าเครื่องจักรในโรงงานมากกว่าความเป็นแรงงานราคาถูก และมากกว่าความเป็นทรัพยากรมนุษย์หรือสัตว์เศรษฐกิจ นั่นคือการศึกษาต้องไม่กดดันให้ต่ำลงมีค่าเพียงทรัพยากรหรือเครื่องจักรชิ้นหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เต็มตามศักยภาพในทุกมิติ

แท้ที่จริงแล้วเสาหลักทางการศึกษาตามรายงานขององค์การยูเนสโกนี้ มิใช่เป็นเรื่องใหม่เลยสำหรับระบบการศึกษาของไทยในอดีตที่การศึกษาไทยยึดหลักการศึกษาตามแนวพระพุทธศาสนา จะพบว่าการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้ครบทั้ง ๔ ด้านนี้ เป็นการศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนากล่าวคือ

    1. กายภาวนา คือ การศึกษาเพื่อการพัฒนาทางด้านร่างกาย เพื่อให้มีทักษะในการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ตามแนวหัตถศึกษา คือ การศึกษาเพื่อการพัฒนาทางด้านร่างกาย เพื่อให้มีทักษะในการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ตามแนวหัตถศึกษา
    2. สีลภาวนา คือ การศึกษาเพื่อพัฒนาด้านสังคม เพื่อปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ อยู่ในสังคมได้รู้จักบริหารจัดการที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรมตามแนวจริยธรรมศึกษา คือ การศึกษาเพื่อพัฒนาด้านสังคม เพื่อปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ อยู่ในสังคมได้รู้จักบริหารจัดการที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรมตามแนวจริยธรรมศึกษา
    3. จิตภาวนา คือ การศึกษาเพื่อพัฒนาทางจิต เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ไม่ดูถูกตนเอง ไม่ดูถูกท้องถิ่น มีสุขภาพจิตดี มีความสุขตามสมควรแก่ฐานะ จัดเป็นสุขศึกษาที่เน้นทั้งสุขกายและสุขใจ คือ การศึกษาเพื่อพัฒนาทางจิต เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ไม่ดูถูกตนเอง ไม่ดูถูกท้องถิ่น มีสุขภาพจิตดี มีความสุขตามสมควรแก่ฐานะ จัดเป็นสุขศึกษาที่เน้นทั้งสุขกายและสุขใจ
    4. ปัญญาภาวนา คือ การพัฒนาทางปัญญา เพื่อให้มีอิสระทางความคิด ได้แก่ การคิดเป็นตามหลักโยนิโสมนสิการ แสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องทุกเวลา มีความรู้พอเพียงต่อการแก้ไขปัญหา กล่าวคือการมีทักษะในการแก้ปัญหาชีวิต เทียบได้กับพุทธิศึกษา คือ การพัฒนาทางปัญญา เพื่อให้มีอิสระทางความคิด ได้แก่ การคิดเป็นตามหลักโยนิโสมนสิการ แสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องทุกเวลา มีความรู้พอเพียงต่อการแก้ไขปัญหา กล่าวคือการมีทักษะในการแก้ปัญหาชีวิต เทียบได้กับพุทธิศึกษา

 

การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อความพอเพียง

แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงมีพระราชดำริ และพระราชทานแก่ประชาชนในภาวะที่สังคมไทยมีปัญหาการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ และเกิดความตีบตันของการพัฒนา เพราะระบบเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเดินไปโดยลืมรากเหง้าทางเศรษฐกิจของตนเอง ที่พัฒนามาจากความพออยู่พอกิน พึ่งพิงตนเองได้และเอื้อเฟื้อแจกจ่ายต่อส่วนรวมอย่างรู้จักฐานะความเป็นอยู่ของตนเอง ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดังนี้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ

เศรษฐกิจพอเพียง คือ การอยู่ได้ด้วยตนเองหรือการพึ่งตนเอง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่โลภ แต่การปฏิบัติตามเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายถึงการอยู่เพียงลำพัง ไม่แสวงหาความเจริญก้าวหน้า หากเน้นถึงหลักการช่วยเหลือตนเอง การพึ่งตนเอง หากไม่เพียงพอหรือจำเป็นจึงแสวงหาจากที่อื่น

บางคนกล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคล้าย ๆ ทฤษฎีใหม่ การที่พูดว่าไม่มีในตำราเศรษฐกิจน่ะเป็นเกียรติมาก หมายความว่าเราไม่ได้ลอกเขามา เป็นความคิดใหม่ที่สามารถจะปรับปรุงเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาดีขึ้น และเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจชุมชน คือ หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้าน ไม่ใช่ว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยหิน เพราะว่าสมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา

พระบรมราโชวาท

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรดา